บทสัมภาษณ์จากศูนย์นางรูธ

22.07.10

ผมได้มีโอกาส  เข้าไปช่วยถ่ายทำวีดีโอให้กับศูนย์นางรูธ  และใช้เวลาหลายวันในการเข้าไปในชุมชน  ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่ายังมีชุมชนหรือที่เรียกว่า”สลัม”อยู่มากมายใกล้กับที่ผมพักอยู่เพียงไม่ถึง 2 กิโลเมตร  ผมที่ผ่านเส้นทางสายนี้ไปมาเป็นประจำแทบทุกวันกว่า 10 ปี แต่ไม่ได้สังเกตว่า 2 ข้างทางนั้น ยังมีชุมชนเล็กๆ อยู่มากกว่าที่เราคิด  และเขาเหล่านั้นจะอยู่อย่างไร เป็นอย่างไร เราไม่อาจสามารถรับรู้ได้ ถ้าเราไม่ได้เข้าไปสัมผัส แน่นอนหลายต่อหลายครั้งเราคิดว่า ทุกวันนี้ก็ลำบากพออยู่แล้ว มีเรื่องให้คิดให้เครียดมากพออยู่แล้ว ทำไมต้องไปสนใจคนเหล่านั้นด้วย ความจริงคือว่าในชุมชนเหล่านั้น ยังมีผู้สสูงอายุมากมายที่อยู่ลำพัง ไร้ที่อยู่อาศัย ขาดที่พึ่งทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ  เสมือนไม้ใกล้ฝั่งที่ถูกน้ำเซาะกัดกินจนรากฐานเริ่มสั่นคลอน เวลาลมกันโชกมา ท่านเหล่านี้ลำบาก หดหู่ มากกว่าเรามากนัก เพียงแค่เราหันมาตระหนักให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเหล่านี้สักนิด คงไม่ยากนักที่เราจะได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้สูงอายุเหล่านั้น ซึ่งจะก่อเกิดความหวัง พลัง แรงศรัทธาใหม่ กลายเป็นมิตรภาพต่างวัย ดังที่ศูนย์นางรูธได้เข้าไปมีส่วนในชืวิตของผู้สูงอายุเหล่านั้น….

และนี่เป็นเพียงบทสัมภาษณ์บางเสี่ยวบางตอนของชีวิตในวัยมืดมนกับคนแปลกหน้า ที่ได้นำพาแสงสว่างใหม่สู่จิตใจของ “ไม้ใกล้ฝั่งกับความหวังที่รอคอย”

ไม้ใกล้ฝั่งที่กำลังรอความหวัง....

ตาบุญชู (ผู้สูงอายุในโครงการ) : ความเหงา มีอยู่ทุกวันแหละ…เพระเราอยู่คนเดียว

บรรยาย: ปัจจุบัน สถานการณ์ของผู้สูงอายุในสังคมไทยกำลังเป็นที่น่าวิตก พบว่าจำนวนผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทั้งนี้เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปกลายเป็นกระแสทุนนิยม ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวให้กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ความรักความผูกพันในครอบครัวน้อยลง ความตระหนักในคุณค่าของผู้สูงอายุจึงน้อยลงตามไปด้วย

ศูนย์นางรูธ เล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของผู้สูงอายุเหล่านั้น ที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง หรือไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

คุณสุพรรณี แสงสีงาม (ผู้อำนวยการศูนย์นางรูธ) : จากการสำรวจพบว่าในประเทศไทย มีอัตราการเพิ่มของผู้สูงอายุ เฉลี่ยปีละ 200,000 คน และในอีก 10 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านคน

คำถามคือ 15 ล้านคนจะอยู่ได้อย่างไร ในขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ

โครงการศูนย์นางรูธอยู่ภายใต้มูลนิธิโครงการเพื่อชีวิต เราเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2008 โดยเริมจากกรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในประเทศไทย

วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือและให้โอกาสที่ผู้สูงอายุจะได้รับสิทธิตามที่กฏหมายกำหนด เพื่อส่งเสริมความรักและการเอาใจใส่ในครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุที่จะเห็นคุณค่า ในตัวเอง และตลอดทั้งที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมของชุมชนและสังคม เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุ ได้ใช้ความรู้ความสามารถ ในการที่จะประกอบอาชีพและไม่เป็นภาระต่อลูกหลานหรือครอบครัว

ยายสนมผู้สูงอายุวัย73ปี ที่กำลังรอคอยกำลังใจจากใครสักคน.......

สภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในชุมชนมหาดไทย

บรรยาย : เราจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุไทยนั้นน่าเป็นห่วงอย่างมาก เราไม่ควรปล่อยวาง นิ่งเฉย โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ ที่ช่วยเหลือตัวเองได้จำกัดลง เนื่องจากสภาวะทางกายภาพ จิตใจ รวมถึงโรคร้ายต่างๆ ที่คอยรุมเร้า หากปราศจากบุคคล เหลียวแล เอาใจใส่แล้ว เปลวเทียนชีวิตเหล่านี้ก็มีแต่จะหริบหรี่ลง ไร้ความหวัง ขาดความชื่นชมยินดี ท่านเหล่านี้ควรได้รับความรักจากเราและครอบครัว เพื่อเป็นยาดีที่คอยชโลมใจให้หายเหงา และพ้นลำเค็ญ

ตาแฉ่ง (ผู้สูงอายุในโครงการ): ตอนนี้อายุ 73 ปี ไม่มีงานทำ ในบ้านมี 4 คน ต้องรับภาระเลี้ยงดู เพราะไม่มีใครทำงาน

ยายดา (ผู้สูงอายุในโครงการ):

ลำบากมากเลย สามีไปมีเมียใหม่ จากนั้นแม่ก็ตาย จากนั้นอีกน้องชายก็ตายอีก ทำให้ยายไม่มีความหวังอะไรเลย เวลาไปตลาดบางทีก็อยากจะขโมยของ เพื่อให้ตำรวจจับไปติดคุก เพราะไม่มีความหวังอะไรแล้ว

ยายสนม (ผู้สูงอายุในโครงการ):

สามีตายแล้ว ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปเก็บผักบุ้งมาขาย และก็ไปเป็นลมกลางไร่ กลางนา ชีวิตไม่ค่อย จะมีกิน ลำบากมาก

ยายเพ็ญศรี (ผู้สูงอายุในโครงการ): ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ เจ็บไข้ ไม่สบายอยู่เป็นประจำ เดี๋ยว 3 วันดี 4 วันไข้ ก็หามส่งโรงพยาบาลกันบ่อย

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากความรู้สึกของผู้สูงอายุเหล่านี้ ที่ต้องการใครสักคนเข้าใจ ห่วงใย เอาใจใส่ดูแล

รอยยิ้มแห่งกำลังใจกับมิตรภาพต่างวัย

คุณสุพรรณี แสงสีงาม (ผู้อำนวยการศูนย์นางรูธ) : ในทุกๆวัน เราจะเข้าไปในชุมชน เยี่ยมเยียน และให้กำลังใจผู้สูงอายุ ให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง เมื่อเราเยี่ยมเยียนเรามีโอกาสนำสิ่งของ ปัจจัย 4 ช่วยเหลือและตลอดทั้งเรามีโครงการซ่อมแซมบ้าน ที่อยู่อาศัย ถนนเดิน ทำความสะอาดชุมขน

Jeremy Berlin : เรามาที่นี่ 3 วันแล้ว สร้างสะพานให้กับชุมชนที่ศูนย์นางรูธได้เข้ามาทำพันธกิจ นี่เป็นเพียง 1 ตัวอย่างที่เราได้ทำใน 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เราสร้างสะพาน สร้างบ้าน ร้านค้า ซ่อมแซมหลังคา เราทำทุกอย่างในสิ่งที่พวกเขาจำเป็น
ยายน้อย (ผู้สูงอายุในโครงการ) : รู้สึกว่าดีใจมากและก็ปลื้มใจจริงๆ เพราะจะได้มีสะพานใหม่ ต่อไปก็ไม่ต้องเดินลุยน้ำแล้ว

คุณเจริญ เทพทองดี (เจ้าหน้าที่มูลนิธินางรูธ):

เข้ามาเยี่ยมเยี่ยนพูดคุยให้กำลังใจคุณยาย บางครั้งคุณยายจะมีปัญหา คุณยายก็จะเล่าให้ฟัง เราก็จะให้กำลังใจเขาแล้วก็บางครั้งคุณยายป่วยเราพาคุณยายไปโรงพยาบาล

คุณสุนทร ห้อยยี่ภู่ (เจ้าหน้าที่มูลนิธินางรูธ) :

กิจกรรมที่ผู้สุงอายุมีส่วนร่วมกับชุมชนอื่น คือ เราจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้ไปนั่งพักผ่อนที่สวนสาธารณะ จัดกิจกรรมพาผู้สูงอายุไปทานข้าวร่วมกัน จัดกิจกรรมพาผู้สูงอายุไปเที่ยวทะเล นี่เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุชอบมาก เพราะผู้สูงอายุบางคนไม่เคยไปทะเลเลย แต่ดีใจมากที่ได้ไปทะเลครั้งแรก
เราทำไปแล้วผู้สูงอายุมีความสุข เราก็มีความสุขด้วย เราไม่ได้ทำไปแค่เป็นหน้าที่หรือให้ผ่านไปในแต่ละวัน แต่เราทำเพี่อที่จะให้ผู้สูงอายุได้มีความสุขและได้รับความสุขจากเราจริงๆ
ยายสนม (ผู้สูงอายุในโครงการ): เขาเอาข้าวสารมาให้ ไม่มีอะไรเขาก็เอามาให้

ยายมาลี (ผู้สูงอายุในโครงการ):

มาเยี่ยมเยี่ยน มาปลอบใจ มีรถเข็นของมาให้ มาช่วยเหลือให้เราบรรเทาความหนัก

ตาแฉ่ง (ผู้สูงอายุในโครงการ):

เช่นหลังคาบ้าน พื้นบ้าน มูลนิธิทำให้ด้วยครับ ตอนนี้มีความสุขมาก มีความหวังมาก

ยายดา (ผู้สูงอายุในโครงการ):

ช่วยพาไปหาหมอ ไม่สบายก็มาเยี่ยมเยี่ยนพาไปหาหมอ ไปรับไปส่งตลอด

ตาบุญชู (ผู้สูงอายุในโครงการ):

ตาได้รับกำลังใจตรงนี้แหละ ที่มีคนมาเยี่ยมบ่อยๆ

ยายเพ็ญศรี (ผู้สูงอายุในโครงการ):

มูลนิธิเข้ามาเยี่ยมและช่วยเหลือดูแลดี ถึงแม้จะอยู่คนเดียวแต่ก็มีความสุขในขีวิต รู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกับมูลนิธิอันนี้
มาร่วมสานรัก สร้างสายใยความผูกพัน ส่งเสริมคุณภาพชีวิต จิตใจ เพื่อสร้างสรรค์ให้สังคมผู้สูงอายุสดใสมากขึ้น
สนใจ รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.projlife.com
e-mail : ruthcenter@gmail.com หรือโทร 02-720-9617

และนี่เป็นอีกเรื่องดีๆ ที่เราทำเพื่อสังคม

มูลนิธินางรูธ ” เราห่วงใย ใส่ใจผู้สูงอายุ”

Comments

Leave a Comment